ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ “ควอลิตี้พลัสฯ” หัวหอกบุกเออีซี

ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ “ควอลิตี้พลัสฯ” หัวหอกบุกเออีซี

การนำเข้าและส่งออก

SCB SME

SCB SME

12 ส.ค. 2017, 10:54 — ใช้เวลาอ่าน 4 นาที

Highlight: ถอดประสบการณ์ตรง ควอลิตี้พลัสฯ กับการออกไปคว้าโอกาสเจาะตลาดเครื่องสำอางใน CLMV ก่อนใคร

 

หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ดูเหมือนว่าโอกาสของธุรกิจไทยจะมีมากขึ้น ในแง่ของการขยายตลาดสินค้าและบริการไปสู่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแถบ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมทั้งประเทศคู่ค้ากับไทยอีก 6 ประเทศ

 

แต่ทว่า ผู้ประกอบการ SME ไทยส่วนใหญ่ยังมีทีท่ารีๆ รอๆ ไม่กล้าเข้าไปทำตลาด ในขณะที่บางคนก็มัวแต่ศึกษาข้อมูล ทำให้ไม่พร้อมสักทีที่จะก้าวสู่โลกภายนอก แต่กรณีเช่นนี้ไม่ใช่สำหรับบริษัท ควอลิตี้พลัส เอสเทติค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับผลิตครีมและเครื่องสำอาง ที่เริ่มต้นด้วยงบประมาณจำกัดกับการทำตลาดเวียดนาม เมื่อ 4-5 ปีก่อน และปัจจุบันได้ขยายตลาดไปอีกหลายประเทศ รวมถึง กัมพูชา และจีน

 

จากการเปิดเผยของ วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้พลัส เอสเทติค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งกล่าวบนเวทีในงานสัมมนา SCB SME Fest : Fashion Health and Beautyได้บอกไว้ว่าควอลิตี้พลัส เป็นบริษัทรับผลิตเครื่องสำอางที่ทำตลาดในเออีซีและอีกหลายประเทศ โดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าในกลุ่มบำรุงผิวหน้า ปัจจุบันมีสำนักงานที่เวียดนาม และจีน อีกทั้งยังมีสำนักงานขายที่กัมพูชา นอกจากนี้ ยังเน้นเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรด้วยงานวิจัย และการมีพาร์ทเนอร์ด้านงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น

 

ในมุมมองของผู้บริหารควอลิตี้พลัส บอกว่า เวียดนาม ยังเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจอย่างมากสำหรับตลาดเครื่องสำอางไทย แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางไทยในเวียดนามจะอยู่อันดับ 4 รองจากเกาหลี ยุโรป และญี่ปุ่นก็ตาม แต่ด้วยศักยภาพของเวียดนามซึ่งยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เพราะมีประชากรกว่า 94 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงขึ้นมากถึง 35 ล้านคน และไทยยังได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าในกลุ่มเออีซี

ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย รวมทั้งสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางยังเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนเวียดนามนั่นเอง

 

“การไปต่างประเทศนั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินมากๆ การไปในแบบงบประมาณจำกัด ก็สามารถไปได้ อย่างผมเองที่เข้าไปทำตลาดในเวียดนาม เริ่มด้วยการส่งทีมสำรวจเข้าไป และตั้งสำนักงานเล็กๆ ที่เมืองโฮจิมินห์ เข้าไปคุยกับลูกค้าเวียดนาม ครั้งแรกยังไม่ได้ดีล แต่ระยะหลังเริ่มมีลูกค้าเข้ามามากขึ้น ซึ่งระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เวียดนามพัฒนาไปเร็วมาก กลายเป็นสังคมที่คนมีความสามารถในการจับจ่ายมากขึ้น และปัจจุบันเขาสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาพอๆ กับคนไทย”

 

นอกจากนี้ คนเวียดนามยังนิยมซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่หลักๆ ยังนิยมซื้อสินค้ากันในร้านค้ารายย่อย อย่างตัวแทนจำหน่ายเวลาจะวิ่งไปหารายย่อย จะทำตลาดกันแบบดั้งเดิมคือใช้รถวิ่งไปตามจุดต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยเองควรต้องใช้ความอดทน เพราะด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้บางครั้งอาจจะไม่เข้าใจ ซึ่งต้องใช้เวลา                 

 

วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า การขยายตลาดสู่เออีซีนั้น SME ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะสามารถเข้าไปลุยตลาดได้ก่อน เพื่อเป็นการลองผิดลองถูก ซึ่งทางการไทยก็มีหน่วยงานที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปติดต่อได้ เช่นที่ศูนย์ไทยเทรด เซ็นเตอร์ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตนก็เข้าไปติดต่อขอข้อมูลก่อนเลย ทำให้ตอนนี้นอกจากสำนักงานในเวียดนามแล้ว บริษัทยังไปตั้งสำนักงานที่จีนอีกแห่งด้วย รวมทั้ง มีสำนักงานขายที่กัมพูชา ซึ่งจะทำเป็นเทรดดิ้ง นำสินค้าแบรนด์ของลูกค้าไปทำตลาด ส่วนเมียนมา ก็เป็นอีกประเทศที่น่าจับตามอง เพราะพบว่าคนเมียนมามีกำลังซื้อสูง และซื้อสินค้าในราคาที่สูงได้

 

จะเห็นได้โอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ถึงเป็น SME ก็โกอินเตอร์แล้วประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

บทความแนะนำสำหรับท่าน

Join a growing community of 300,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ

Join a growing community of 300,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ

BusinessLinX GlobalLinker - ใครๆ ก็ลิงก์ แล้วคุณล่ะ?

เข้าสู่เวอร์ชันสำหรับมือถือ