ส่องธุรกิจรับสร้างบ้าน มืออาชีพเท่านั้นที่อยู่รอด!

ส่องธุรกิจรับสร้างบ้าน มืออาชีพเท่านั้นที่อยู่รอด!

แรงบันดาลใจ SME

SCB SME

SCB SME

13 พ.ย. 2017, 15:54 — ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

Highlight: ส่องธุรกิจรับสร้างบ้าน ช่องว่างโอกาสยังมีอีกมาก ถ้าคุณคือมืออาชีพและเข้าใจลูกค้ามากพอ

 

แม้ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการเติบโตของธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีการชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงการแข่งขันที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มาถึงวันนี้เริ่มได้เห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการตัวจริงในธุรกิจรับสร้างบ้านอย่าง สิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เชื่อว่าในระยะ1-2 ปีข้างหน้า ทิศทางของธุรกิจรับสร้างบ้านจะกลับมาดีขึ้นเหมือนกับก่อนหน้านี้ เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน อีกทั้งในอนาคตแนวโน้มการเคลื่อนย้ายที่อยู่ ที่ทำงานของผู้บริโภคในประเทศไทยจะมีมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัย เมื่อบวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความเฉพาะมากขึ้น จึงไปสอดคล้องกับธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่สามารถตอบความต้องการแบบ Customize ได้เป็นอย่างดี จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เชื่อว่า ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

ทั้งนี้ หากย้อนดูข้อมูลตัวเลขการรับสร้างบ้านในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีบ้านเดี่ยวที่สร้างเองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 หน่วย ขณะที่ในต่างจังหวัด บ้านเดี่ยวสร้างเองอยู่ที่ประมาณ 60,000 หน่วย ซึ่งกระจายไปทุกภูมิภาค โดยในตลาดจะมีผู้ประกอบการอยู่ 2 ลักษณะ คือ บริษัทรับสร้างบ้าน และผู้รับเหมารายย่อย หากเป็นในส่วนของต่างจังหวัด โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะเลือกใช้ผู้รับเหมารายย่อย เนื่องจากบริษัทรับสร้างบ้านมีการตั้งสำนักงานในภูมิภาคจำนวนไม่มาก ทำให้ตลาดดังกล่าวจึงเป็นโอกาสของผู้รับเหมารายย่อยมากกกว่า 

 

เพราะเล็งเห็นช่องว่างของตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านแบบมืออาชีพในภูมิภาค ทำให้พีดี เฮ้าส์ เกิดแนวคิดที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ โดยผ่านระบบแฟรนไชส์ ที่ถูกถ่ายทอดจากประสบการณ์กว่า 25 ปีของพีดี เฮ้าส์ ซึ่งปัจจุบันมีการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ไปแล้วประมาณ 30 สาขาทั่วประเทศ แม้จะดูว่าไม่มาก เนื่องจากธุรกิจต้องการคนที่มีความพร้อมจริงๆ เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ

 

“คนที่จะเข้ามาเป็นแฟรนไชส์กับเรา เขาจะต้องเข้าใจระบบเราก่อน ระบบแฟรนไชส์ที่เราสร้างขึ้นจะเป็นระบบที่เราเรียกว่าแชร์ความรู้ แบ่งปันความรู้และแชร์ผลตอบแทน เรามีการวางกระบวนการที่ต้องแบ่งงานกันทำ แฟรนไชส์ซีจะดูแลลูกค้า ดูแลการสร้างบ้าน ส่วนเราจะเป็น Back Office ดูเรื่องการออกแบบ คำนวณต้นทุน ดูเรื่องการตลาด ดูแลระบบจัดซื้อ บัญชี ให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ถ้าเขาศึกษาดีๆ จะรู้ว่าพีดี เฮ้าส์ ไม่ใช่แค่จ่ายเงินซื้อแฟรนไชส์แล้วเราทำให้ทุกอย่าง แต่เราจะแบ่งงานกันทำ แฟรนไชส์ก็ต้องทำงาน เราก็ต้องทำงาน ทำงานไปด้วยกัน ขาดกันและกันไม่ได้”

 

 

พร้อมกันนี้ สิทธิพร ยังเผยถึงความท้าทายในธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า เนื่องจากในตลาดนั้นมีผู้ประกอบการมากมายกระโดดลงมาเล่นในธุรกิจนี้ ซึ่งมีทั้งมืออาชีพ มือสมัครเล่น รวมทั้งคนที่ไม่สุจริต จนก่อให้เกิดความเสื่อมเสียเป็นผลกระทบในวงกว้างต่อคนที่ทำธุรกิจรับสร้างบ้าน 

 

“ปัจจุบันในตลาดนั้นมีทั้งธุรกิจรับสร้างบ้านแบบมืออาชีพที่ให้บริการครบวงจร มีผู้รับเหมารายย่อย มีผู้ประกอบการรายย่อย เพราะยังไม่มีกฎหมายมาบังคับว่าคนที่จะเข้าสู่ธุรกิจนี้ต้องมีอะไรบ้าง ใครๆ ก็เข้ามาทำได้ง่าย ฉะนั้นอาจจะมีคนที่ไม่สุจริตมาทำให้เสียหาย ส่งผลกระทบต่อภาพรวม เป็นปัญหาสำคัญที่คนในธุรกิจนี้ต้องรวมตัวกัน มีแนวทางร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเข้าใจของผู้บริโภคด้านราคา ผู้ประกอบการต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า บ้านมีสองแบบ คือบ้านที่สร้างชั่วคราว กับบ้านที่คงอยู่ถาวร จะต่างกันที่ความแข็งแรง การใช้วัสดุและเรื่องของราคา บ้านที่อยู่ถาวรต้องมีการใช้วัสดุที่ดีกว่าและย่อมมีราคาสูงกว่า แต่หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านขนาดเท่ากัน ในย่านเดียวกันถึงแพงกว่า นั่นเป็นเพราะว่าต่างกันที่วัสดุและความคงทน”

 

 

ถึงตรงนี้ ผู้บริหารพีดี เฮ้าส์ได้ปิดท้ายด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยบอกว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านมีความซับซ้อนในแง่กระบวนการผลิต การให้บริการ จำเป็นต้องมีทีมที่แบ่งงานกันทำ ใครเชี่ยวชาญด้านไหนก็ทำส่วนนั้น แต่ทั้งหมดจะต้องมาบรรจบกันโดยมีลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง นอกจากนี้ การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจรับสร้างบ้าน สิ่งสำคัญต้องมีพันธมิตรหรือคู่ค้าทางธุรกิจที่ดี ผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มองไปข้างหน้า ก้าวทันเทคโนโลยี อีกทั้ง ยังต้องใช้ความแตกต่างเพื่อสร้างจุดยืนให้ตัวเอง เพราะเมื่อทำไปเรื่อยๆ สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดเด่นของแบรนด์ในที่สุด

 

“จริงแล้วๆ ความต้องการในตลาดรับสร้างบ้านมีอยู่มาก คงไม่มีผู้ประกอบการรายไหนรวมลูกค้ามาไว้เองได้หมด เราเพียงแค่ต้องการส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าเรามีจุดขายหรือจุดเด่นชัดเจน เลือกเฉพาะกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เชื่อว่าเพียงพอหรือมากพอในการดำเนินธุรกิจนี้ได้ ธุรกิจรับสร้างบ้าน เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย กำไรไม่สูงมาก แต่ถ้าทำให้ลูกค้าประทับใจได้ เขาจะเป็นกระบอกเสียงให้เราเอง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องรักษามาตรฐานไว้ให้ได้ ธุรกิจถึงจะยั่งยืน”สิทธิพร กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

ส่องธุรกิจรับสร้างบ้าน มืออาชีพเท่านั้นที่อยู่รอด!

Comments

พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่? สามารถค้นหาเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจได้ใน จุดประกาย SME

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ

พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่? สามารถค้นหาเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจได้ใน จุดประกาย SME

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ