อยากลงขันธุรกิจ เช็ค 5 KPI นี้ดีแล้วหรือยัง?

อยากลงขันธุรกิจ เช็ค 5 KPI นี้ดีแล้วหรือยัง?

ไอเดียและนวัตกรรม

SCB SME

SCB SME

29 ก.ย. 2017, 11:11 — ใช้เวลาอ่าน 4 นาที

Highlight: ถ้าซื้อธุรกิจหรือก้าวไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการใดก็ตาม อย่าลืมเช็ค KPI เหล่านี้ก่อนตัดสินใจ 

 

สำหรับใครที่กำลังสนใจที่จะซื้อธุรกิจหรือลงทุนในฐานะหุ้นส่วนกับธุรกิจใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง นั่นคือ การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัด (KPI) ต่างๆ ของธุรกิจเหล่านั้น เช่น รายได้ อัตรากำไร ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าและข้อมูลอื่นๆ เพราะการเช็ค KPI ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงตามไปด้วย

 

KPI คืออะไร และสำคัญอย่างไร

คำว่า KPI หมายถึง Key Performance Indicator หมายถึง ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งมักใช้ในการติดตามกระบวนการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และยังใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพและการแข่งขันได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมาย 1 ปี กับเป้าหมาย 5 ปีเอาไว้ หากเราตั้ง KPI เอาไว้ก็จะสามารถกำหนดทิศทาง แนวทาง และกลยุทธ์ในการดำเนินงานให้ธุรกิจไปถึงจุดหมายที่วางเอาไว้ได้ โดยอาจกำหนดในเชิงภาพรวมองค์กร หรือเฉพาะเจาะจงไปในแต่ละแผนกด้วยก็ได้เช่นกัน

 

แล้ว KPI ใด ที่เราต้องทำความเข้าใจหากจะซื้อธุรกิจ

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าบาง KPI อาจเหมาะกับอุตสาหกรรมไอที แต่ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร ดังนั้น ลองมาดูภาพรวมของ KPI ที่เหมาะสมและประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจดีกว่า นั่นก็คือ เรื่องรายได้ เช่น ยอดขายและกำไร และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งนี้ การตั้งโจทย์วิเคราะห์ KPI อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เราทราบข้อมูลที่เด่นชัดว่า ธุรกิจใดควรซื้อหรือควรลงทุนด้วยมากน้อยเพียงใด เริ่มจาก

 

1.ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer acquisition cost - CAC) ต้นทุนตัวนี้มีที่มาที่ไปจากจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไป เช่น ค่าการตลาด จัดอีเวนต์ พนักงานขาย แล้วนำยอดค่าใช้จ่ายไปหารกับจำนวนลูกค้าที่ซื้อสินค้าในช่วงเวลานั้นๆ โดยตัวเลขนี้จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการตลาดของแบรนด์นั้นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ ซึ่งต้นทุนมักแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ร้านค้าปลีก อาจใช้ต้นทุนเพียง 100 บาท ก็จะสามารถได้ลูกค้าใหม่ 1 ราย แต่ธุรกิจขนาดใหญ่อาจต้องใช้ต้นทุนถึง 1,000 บาท จึงจะมีลูกค้าใหม่ 1 ราย หากธุรกิจที่คุณเล็งอยู่มีค่า CAC สูงมาก ก็อาจต้องวิเคราะห์เรื่องเงินทุนให้ดี

 

2.การรักษาลูกค้า (Customer retention) หรือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อให้กลับมาซื้อสินค้าซ้ำ ซึ่งจะทำให้เราสามารถลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ลงไปได้ ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีอัตราการรักษาลูกค้าสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการมีคุณภาพและอาจมีบริการหลังการขายที่ดีด้วย

 

3.อัตรากำไร (Profit margin) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนั้นๆ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย สำหรับธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำ อาจเกิดจากยอดขายที่น้อย และมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ดี มีคู่แข่งสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น การรู้ทั้งรายได้รวม และกำไรต่อปี เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากๆ

 

4.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ (Overhead) หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อค่าโสหุ้ย หมายถึง ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ค่าแรงงาน วัตถุดิบ ค่าเช่าสถานที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าประกันภัยต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ไม่ควรมองข้าม

 

5.อัตราการเข้าออกของพนักงาน (Employee turnover) เราอาจไม่พบตัวเลขอัตราการเข้าออกพนักงานจากงบรายได้ กำไร ขาดทุนของบริษัท แต่เรื่องนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกสถานะภาพโดยรวมของบริษัทได้เป็นอย่างดี เช่น การให้พนักงานมีส่วนร่วมทางความคิด การให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับพนักงาน การปฏิบัติกับพนักงานอย่างยุติธรรม และอีกหลายๆ สิ่งตามแต่ใครจะคิดได้ อย่างไรก็ตาม หากอัตราการเข้าออกของพนักงานสูง อาจหมายความได้ว่าระบบและรูปแบบการบริหารมีแนวโน้มว่ากำลังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างสูง      

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียง KPI บางส่วนที่เราควรระมัดระวัง อย่างไรก็ตามหากเจอธุรกิจที่มีต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าสูง รักษาลูกค้าไม่ค่อยได้ กำไรต่ำ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจมหาศาล พนักงานออกตลอดทุกเดือน แบบนี้ก็หลีกให้ห่างๆ ไว้จะดีกว่า 

 

อยากลงขันธุรกิจ เช็ค 5 KPI นี้ดีแล้วหรือยัง?

Join a growing community of 350,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ

Join a growing community of 350,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ