April's Bakery พาแบรนด์พาย จากเมืองไทยสู่สิงคโปร์

April's Bakery พาแบรนด์พาย จากเมืองไทยสู่สิงคโปร์

การเรียนรู้และการพัฒนา

SCB SME

SCB SME

15 ก.พ. 2018, 11:33 — ใช้เวลาอ่าน 6 นาที

Highlight: จากแบรนด์เล็กๆ เริ่มต้นจากห้องครัว วันนี้ April’s Bakery กำลังเติบโตชิมลางตลาดต่างประเทศ

 

กว่า 7 ปีมาแล้วที่เมืองไทยมีแบรนด์พายแสนอร่อยอย่าง April’s Bakery ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในห้องครัวจนมาถึงวันนี้ที่ April’s Bakery เติบโตอย่างต่อเนื่องจนล่าสุดมีกว่า 60 สาขาในประเทศไทยและ 3 สาขาในสิงคโปร์ ด้วยความชื่นชอบด้านการทำขนมของผู้หญิงคนนี้ ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไดมอนด์ฟู้ด จำกัด ทำให้แบรนด์ April’s Bakery กลายเป็นร้านพายในดวงใจของใครหลายคน

 

 

ย้อนรอยไปถึงเส้นทางการเติบโตของ April’s Bakery เมื่อ 7 ปีก่อน ที่ณธนพรเริ่มต้นมาด้วยตนเอง ตั้งแต่การคิดสูตร และนำไปขาย แม้ว่าจะขาดทุนในช่วงแรก แต่ด้วยคุณภาพและความอร่อยของสินค้าก็ทำให้ April’s Bakery สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ และชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

“เริ่มแรกเราก็ทำธุรกิจด้วยตัวเอง คิดค้นสูตรขึ้นมา จากนั้นนำไปขาย แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้ แต่ด้วยคุณภาพคนก็บอกกันปากต่อปาก ทีนี้พอเริ่มขายได้ดีขึ้น เราเริ่มมีการขยายธุรกิจออกไปในรูปแบบของแฟรนไชส์ จนมาถึงตอนนี้ที่เราก็มีกว่า 60 สาขาในประเทศไทย และมี 3 สาขาในสิงคโปร์ กำลังมีแพลนที่จะขยายไปจีนเร็วๆ นี้ ที่สิงคโปร์ตอนนี้มีเป็นช็อปและโรงงานผลิต 1 แห่ง เพราะว่ากฎหมายของสิงคโปร์เขาไม่ให้มีการนำเนื้อสัตว์เข้าประเทศ ซึ่งพายเรา Signature มันคือพายหมูแดง เราจึงต้องมีโรงงานเล็กๆ เอาไว้ผลิตพายที่เป็นเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ”

 

 

แต่กว่าที่ณธนพรจะตัดสินใจพาแบรนด์ April’s Bakery เดินทางข้ามประเทศไปเปิดที่สิงคโปร์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องพัฒนาแบรนด์ให้มีศักยภาพเพียงพอ เช่น การปรับสูตรพายจากการอบสดส่งขาย เป็นการทำพายแบบ Frozen  

 

“ในตอนนี้เรารู้สึกว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะไปต่างประเทศได้แล้ว เพราะเมื่อก่อนอาจจะมีปัญหาเรื่องของการพัฒนาตัวสินค้า ก่อนหน้านี้สินค้าของเราใช้วิธีการอบและส่งสด ทำให้ Shelf life ไม่นาน เราเลยมีการพัฒนามาเป็นแบบ Frozen ก็จะสามารถเก็บไว้ในตู้แช่ได้ 6 เดือน อย่างลูกค้าแฟรนไชส์ก็สามารถแกะใส่ถาดแล้วเข้าเตาอบได้เลย รสชาติเหมือนอบสดมาจากโรงงาน เราพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนขยายได้เยอะ มีเงินทุนมากขึ้น ทำให้เราสามารถซื้อเครื่องจักรที่ดีขึ้นได้ เช่น เครื่อง Shock Freezer สามารถแช่พายให้แข็งได้ภายใน 30 นาที มันจะคงคุณภาพของอาหาร และTexture ไว้ เป็นการลงทุนที่ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่าพร้อมแล้ว ก็เลยส่งเป็น Frozen Pie ไปที่สิงคโปร์ ผลตอบรับค่อนข้างดี เริ่มเป็นที่รู้จักของคนสิงคโปร์”

 

 

ถึงจะพร้อมอย่างไร แต่เส้นทางการเดินหน้าไปสู่ตลาดต่างประเทศครั้งแรกของ April’s Bakery ก็ไม่ได้สวยหรูไปทั้งหมด ณธนพรได้เจอกับบทเรียนต่างๆ เพราะตลาดสิงคโปร์กับไทยนั้นแตกต่างทั้งเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภค วัตถุดิบ ทำให้เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อใช้ในการทำธุรกิจในต่างประเทศสำหรับอนาคต

 

“เราต้องเรียนรู้เยอะอยู่เหมือนกัน กว่าจะรู้ว่าคนสิงคโปร์ชอบแบบไหน เช่น เขาซื้อแล้วทานเลย เดินทานให้หมด แต่คนไทยจะซื้อแล้วเก็บ ค่อยทานวันหลัง ตอนแรกที่เข้าสิงคโปร์เราก็บาดเจ็บเยอะเหมือนกัน ไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดนฟันราคาหัวแบะ ซื้อวัตถุดิบที่นี่ราคานึง ซื้ออีกที่ถูกว่าเท่าตัว เราต้องค่อยๆ เรียนรู้เรื่องพวกนี้ ทั้งในแง่ของวัตถุดิบ โกดังสินค้า ค่าขนส่งต่างๆ เหมือนเป็นเวทีให้เราได้เรียนรู้ เป็นการลองผิดลองถูกสำหรับ April’s Bakery”

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในแง่การแข่งขันสำหรับตลาดเบเกอรี แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สูงมาก แต่สำหรับแบรนด์ April’s Bakery ไม่ได้วางตัวเองเพื่อแข่งกับใคร แต่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อตอบความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งยุคนี้คนส่วนใหญ่อาจมองว่าการทำธุรกิจนั้นง่าย แต่ท้ายที่สุดแล้วตลาดจะคัดเหลือแค่คนที่เป็นตัวจริงเท่านั้น  

 

“ในเมืองไทยเวลาฮิตอะไรก็จะฮิตเป็นอย่างๆ ก่อนหน้านี้ฮิตปูดอง ก็มีคนทำปูดองเต็มตลาด ตอนนี้ก็เริ่มหายไปแล้ว บางคนเห็นเขาฮิต ก็ทำตาม แต่พอทำแล้วยอดน้อยก็เลิก จริงๆ เปิดร้านในไอจีมันง่ายจะตาย แค่สร้างขึ้นมา ทุกคนคิดว่าฉันจะเปิดร้าน พอขายไม่ได้ก็ปิด สุดท้ายก็จะเหลือแค่ตัวจริง อย่างพาย ก่อนหน้านี้ก็มีคนทำตาม ทำให้เราเครียดเหมือนกัน เขาเข้ามาเพราะมันกำลังบูม แต่พอเขาไปต่อไม่ได้ ก็ถอยไป และโชคดีที่ของเราไม่เป็นกระแสแบบนั้นด้วย เนื่องจากเราวางตัวเองว่าไม่ใช่ขนม แต่เป็นอาหาร คนกินพายเป็นอาหาร คล้ายๆ ซาลาเปา ดังนั้น  April’s Bakery จึงไม่ได้อยู่ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดขนมเลย เรียกว่าราคาของเรา ชิ้นละ 30 บาท กินแล้วอิ่มเท่ากับกินข้าวหนึ่งจานได้”

 

 

นอกเหนือจากเรื่องของการขยายสาขาไปยังต่างประเทศ และการพัฒนาสินค้าตลอดเวลาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ณธนพรทิ้งไม่ได้เลย นั่นคือการดูแลเหล่าลูกค้าแฟรนไชส์ที่เข้ามาเป็นครอบครัว April's Bakery ที่เธอตั้งมั่นว่าจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด ด้วยการทำมาเก็ตติ้ง จัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้บรรดาแฟรนไชส์ซีสามารถคืนทุนและมีกำไร ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แฟรนไชส์ของ April’s Bakery เติบโตอย่างต่อเนื่องและตั้งเป้าว่าไม่เกิน 2 ปีนี้ April’s Bakery จะครบ 100 สาขาอย่างแน่นอน และพร้อมกันนี้ ณธนพรได้เตรียมที่จะขยายธุรกิจอีกหนึ่งโมเดลแฟรนไชส์ใหม่ นั่นคือ April’s Café ซึ่งจะเป็นคาเฟ่ขนมหวานดีไซน์สวยๆ น่านั่ง แต่ในราคาจับต้องได้ เพื่อขยายตลาดในกลุ่ม Mass

 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจสำหรับผู้หญิงเก่งคนนี้ที่เธอฝากทิ้งทายไว้ นั่นคือ การควบคุมคุณภาพสินค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ และก็เป็นความยากที่สุดของเธอด้วยเช่นกัน

 

“การรักษาคุณภาพ คือความยากที่สุด เพราะของเราสดใหม่ ไม่ใส่สารกันบูด เราต้องคุมคุณภาพกับลูกค้าแฟรนไชส์ คุมคุณภาพกับลูกค้า กว่าจะสามารถคุมคุณภาพได้ก็เป็นปีเลย ว่าพายเราเป็นแบบนี้ ต้องทำอย่างไร จะอยู่ได้กี่วัน แป้งกับไส้จะทำปฏิกิริยากันยังไง มันเป็นเรื่องของคุณภาพอย่างเดียว เราเชื่อว่าถ้าของคุณภาพดี อยู่หลืบไหน คนก็ตามไป บางคนทำแล้วดัง พอดังแล้วไม่คุมคุณภาพต่อ คนก็ไม่กินแล้ว ต่อให้โปรโมทมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่อร่อยคนก็จะไม่กลับมากิน”

 

 

April's Bakery พาแบรนด์พาย จากเมืองไทยสู่สิงคโปร์

บทความแนะนำสำหรับท่าน

พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่? สามารถค้นหาเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจได้ใน จุดประกาย SME

พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่? สามารถค้นหาเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจได้ใน จุดประกาย SME

เครือข่ายกับ SMEs ที่กล่าวถึงในบทความนี้

แรงบันดาลใจสำหรับ SME

BusinessLinX GlobalLinker - ใครๆ ก็ลิงก์ แล้วคุณล่ะ?

เข้าสู่เวอร์ชันสำหรับมือถือ