Line@ ปรับโฉมใหม่เป็น Line for Business กระทบอะไร SMEs บ้าง

Line@ ปรับโฉมใหม่เป็น Line for Business กระทบอะไร SMEs บ้าง

การพัฒนาธุรกิจ

GlobalLinker Staff

GlobalLinker Staff

24 ต.ค. 2019, 12:29 — ใช้เวลาอ่าน 7 นาที

Line@ ปรับโฉมใหม่เป็น Line for Business กระทบอะไร SMEs บ้าง -  

ในปัจจุบันเถียงไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเข้าถึงลูกค้า เนื่องจากการเวลาเปลี่ยน

ไปฉันใด พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปฉันนั้น ทุกวันนี้คนใช้เวลาในการสื่อสารกันต่อหน้า (Face to Face)

น้อยลง ไม่ว่าเราจะไปไหนจะสังเกตเห็นว่าทุกคนได้สร้างโลกเล็ก ๆ ของตัวเองผ่านเจ้าโทรศัทพ์มือถือ บ้างก็ดู

หนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ พูดคุยกับเพื่อน หรือไม่ก็ทำงานผ่านโทรศัทพ์ โดยเฉพาะบนบีทีเอส ป้ายรถเมล์

ระหว่างรออาหาร หรือแม้กระทั่งรถติด ผู้หญิงหลาย ๆ คนก็สามารถช๊อปปิ้งผ่านเจ้าโทรศัทพ์มือถือได้ ทำให้

เห็นได้ชัดเลยว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาแทรกซึมผู้บริโภคโดยที่ผู้บริโภคเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ  

แล้วพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจากอดีตมากน้อยขนาดไหน? จากยุค 1.0 (Mass Market Customer) สนใจใน

เรื่องของปัจจัยหลักและราคาที่เหมาะสม ต่อมาในยุค 2.0 (Value Customer) เริ่มให้ความสนใจเรื่อง

ประโยชน์การใช้สอยและคุณภาพของสินค้ามากขึ้น สำหรับยุค 3.0 (Digital Customer) ไม่ได้ให้ความสำคัญ

ในเรื่องประโยชน์การใช้สอยเป็นอันดับแรก ผู้บริโภคให้น้ำหนักในการเลือกสินค้าโดยยึดไลฟ์สไตล์เป็นหลัก

หรือ พูดง่าย ๆ ว่ายุคนี้เริ่มเข้าใกล้ประโยคที่ว่า “ชีวิตติดโซเซียล” เมื่อพูดถึงวิวัฒนาการการตลาดในแต่ละยุค

ตั้งแต่ ยุค 1.0 ถึง ยุค 3.0 เราจะเป็นว่ามีการพัฒนาต่อยอด โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้

ประโยชน์เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด แต่ในพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 4.0 มีความต้องการยกระดับมาก

ขึ้นจากในอดีต  

 

ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม ได้กล่าวถึง ผู้บริโภคยุค 4.0 (Sophisticated Customer) ใน  Marketeer ว่า

“ผู้บริโภคมักจะเลือกสินค้าที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ติดการใช้เทคโนโลยี ชอบความสะดวก ซื้อสินค้าที่ไหนก็ได้

ไม่ยึดติดกับแบรนด์ มีความรู้เรื่องสินค้าดี รู้จักค้นหาข้อมูล เชื่อโซเชียลมากกว่าโฆษณาประชาสัมพันธ์”

 

ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวและผันตัวไปเปิดร้านค้าบนออนไล์กันมากขึ้น 

เมื่อพูดถึงการค้าขายออนไลน์ นอกจากช่องทาง Facebook, Instagram, Shoppee, Lazada แล้ว ก็ยังมี

Line ที่ถือเป็นหนึ่งในช่องทางการติดต่อและค้าขายยอดฮิตสำหรับคนไทย อัปเดตข้อมูลล่าสุดจาก

whatphone กล่าวว่า “กว่า 6 ปีที่ LINE ได้เข้ามาในตลาดประเทศไทย LINE ถือเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้

รับความนิยมมากที่สุด โดยปัจจุบัน LINE มีผู้ใช้งานกว่า 44 ล้านคน หรือประมาณ 78% ของจำนวนผู้ใช้

อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน นอกเหนือจากการเป็นแอปพลิเคชั่นการสื่อสารที่ได้

รับความนิยมมากที่สุดแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังมีบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร อาทิ LINE PLAY, LINE

TODAY, LINE MAN, LINE JOBS รวมถึงบริการยอดนิยม อาทิ LINE Stickers, Rabbit LINE Pay และ

LINE Biz-Solution"   

เห็นได้ชัดเลยว่า LINE นอกจากจะมีผู้ใช้งานจำนวนมากแล้ว ยังเป็นการเชื่อมทุกความต้องการไว้ในแอปฯ

เดียว ทั้งในส่วนของการสื่อสาร ความบันเทิง คอนเทนท์ และการทำธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก

เลือกใช้  LINE เป็นหนึ่งช่องทางของการเข้าถึงลูกค้า แต่ปัจจุบัน LINE@ ได้ปรับเปลี่ยนเป็น LINE Official

Account ซึ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs แล้ว นี่น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ผู้ขายจะต้องปรับตัว

กัน เนื่องจาก LINE@ สู่ LINE Official Account มีความแตกต่างกันดังนี้

 

  • ราคา : เดิมค่าบริการ LINE@ เริ่มตั้งแต่ 198 บาทต่อเดือน ซึ่งส่งข้อความผ่านบรอดแคสต์ได้ไม่จำกัด กรณีที่มีผู้ติดตามไม่เกิน 200 คน เมื่อเทียบกับ LINE Official Account นั้นราคาเริ่มต้นสำหรับแพ็กเกจเบสิกอยู่ที่ 1200 บาทต่อเดือน สามารถส่งข้อความได้ไม่เกิน 15,000 ครั้ง ถ้าเกินจากนั้นต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม 0.08 บาทต่อข้อความ 

 

  • ฟีจอร์ : อย่างที่เรารู้กันดีว่า LINE@ มีฟีเจอร์หลักคือบริการแชทและบรอดแคสต์เท่านั้น ในส่วนของ LINE Official Account เอาใจ SMEs จึงมีบริการอื่นเสริมเข้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการทำการตลาด มาดูกันว่า LINE Official Account มีอะไรเพิ่มเติมมาบ้าง 

  • LINE Ads Platform : เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการในการซื้อโฆษณา มี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ บนไทม์ไลน์ของ LINE และบน LINE TODAY ผู้ประกอบการสามารถเลือกกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโฆษณาได้ทั้ง ภูมิภาค, เพศ, 
    อายุ, ระบบปฎิบัติการ และ ความสนใจ
     

  • LINE Display Ads  : เป็นการเพิ่มช่องทางในการโฆษณาสินค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายมากขึ้น โดยการนำคอนเทนท์ไปประชาสัมพันธ์ NIPA ได้กล่าวถึง 4 ช่องทางโฆษณาสินค้าให้ยอดขายเพิ่ม การรับรู้ปัง ผ่าน LINE Display Ads แบ่งออกเป็น 4 ช่องทาง ดังนี้ 

  • 1. LINE TVบริการโฆษณารูปแบบวีดีโอ โดยเน้นการเพิ่มจำนวนคนให้เห็นข้อความ โฆษณาของคุณ เพื่อเป็นการโปรโมทสินค้าและบริการที่รู้จักในวงกว้างและรวดเร็ว โดยสามารถจำแนกประเภทออกได้เป็น โฆษณา Pre-Roll บน Line TV แบบกดข้ามได้ (Skip View) และแบบกดข้ามไม่ได้ (Non Skip) 

  • 2. LINE Timeline คือ จุดที่ทำให้ LINE กลายเป็น Social Network อย่างเต็มตัว ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลงบน Timeline เพื่อให้คนอื่นมาเห็นและคอมเมนต์โต้ตอบกันได้ มีแพลตฟอร์มคล้ายคลึงกับ Facebook โดยบริการโฆษณาบนหน้า Timeline รองรับทั้งรูปแบบภาพและวีดีโอ 

  • 3. LINE Moretabโฆษณาบน Moretab ที่อยู่บนหน้าแอปพลิเคชัน LINE Chat ของเรา แบ่งออกเป็นได้ทั้งรูปภาพ และวีดีโอ โชว์ได้ทั้งบนทุกอุปกรณ์ 2 ระบบปฏิบัติการ Android และ IOS 

  • 4. LINE Today เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ LINE ทั้งบน PC และ Smartphone ไม่พลาดทุกข่าวสำคัญ อัปเดตต่อเนื่องแบบอัดแน่นจัดเต็มตลอดทั้งวัน 12 หัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นทั่วไป การเมือง อาชญากรรม บันเทิง แฟชัน เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ วิดีโอ กีฬา พยากรณ์อากาศ และเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้ใช้งานต่อวันจำนวนมาก โดยรองรับการโฆษณาทั้งแบบรูปภาพและวิดีโอ รับประกันได้เลยว่าการโฆษณาในช่องทางนี้จะทำให้ธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขายและสร้าง Brand Awareness ได้ดี 

  • LINE Points : เอาใจนักสะสมแต้มทั้งหลาย LINE Official Account เปิดบริการให้ผู้ใช้สามารถสะสมและใช้แต้มได้ โดยผู้ใช้สามารถนำแต้มไปแลกซื้อสติกเกอร์หรือธีมต่างๆ ใน LINE ได้ นอกจากนี้ยังใช้ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันผ่าน Rabbit LINE Pay ได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ประสบความสำเร็จเลยทีเดียว เนื่องจากจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้เป็นเครื่องมือสำหรับกระตุ้นการทำการตลาดได้ 

  • LINE MAN : หนุ่มสาวในออฟฟิศคงคุ้นเคยกับฟีเจอร์นี้ดี เพราะเป็นฟีเจอร์ทีเหมือนตัวช่วยส่วนตัว ไม่ว่า ฝนจะตก แดดจะออก ก็สามารถใช้บริการสั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ ส่งพัสดุหรือแม้กระทั่งช่วยซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องออกไปด้วยตัวเองอีกต่อไป เป็นช่องทางเสริมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเปรียบเทียบราคาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากระทบความรู้สึกของผู้ประกอบการหลายๆ คนแน่นอน เพราะ

หมายถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของการทำการตลาดที่เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ในทางกลับกันผลดีของการกำหนดหรือ

จำกัดข้อความในการโพสต์ ก็เป็นการกรองคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ในราคาที่มาก

ขึ้นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย ที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการทำการตลาด

ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเลือกคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของรูปภาพ ข้อความ วิดิโอหรือเสียง ให้เข้ากับ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ ทำให้ธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขายและสร้าง Brand Awareness ได้มากขึ้นด้วย

 

บทความแนะนำสำหรับคุณ

มีเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่?
ลงในแรงบันดาลใจ SME

มีเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่?
ลงในแรงบันดาลใจ SME

แรงบันดาลใจสำหรับ SME

BusinessLinX GlobalLinker - ใครๆ ก็ลิงก์ แล้วคุณล่ะ?

เข้าสู่เวอร์ชันสำหรับมือถือ