Story to sell ขายขนมให้คนรักหนังในสไตล์ befor.tart

Story to sell ขายขนมให้คนรักหนังในสไตล์ befor.tart

การตลาด

SCB SME

SCB SME

29 ม.ค. 2018, 12:43 — ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

Highlight: befor.tart แบรนด์ที่หยิบเอาหนังมาสร้างสรรค์เป็นขนม และใช้การเล่าเรื่องเพื่อดึงดูดลูกค้า

 

befor.tart แบรนด์ขนมบนโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนประสบการณ์ของคนรักหนังให้ได้ลองชิมรสชาติของหนังที่คุณชอบ จุดเริ่มต้นจากชายคนนี้ สุรัตน์ ซิการี่ ที่ชอบทำขนมเป็นการส่วนตัว ประกอบกับเป็นคนรักหนังจึงทำให้เขาเอา Passion สองอย่างนี้มารวมกันจนได้แบรนด์ขนมอย่าง befor.tart ที่จะให้คุณได้รับรู้รสชาติของหนังได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ตัวขนมของ befor.tart จะเป็นขนมทาร์ตที่มีรสชาติและสีสันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการตีความในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เช่น หนังเรื่องแรกของเขาคือ ภาพยนตร์ไตรภาคสุดโรแมนติกอย่าง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight เขามีกระบวนการก่อนทำขนม คือจะนั่งดูหนังเรื่องนั้นซ้ำๆ และหยิบยกกิมมิกของหนังออกมาสร้างสรรค์ให้เป็นทาร์ตแสนอร่อย อย่างในภาคแรกคือ Befor Sunrise ที่หนังจะมีความสดใสในวัยรุ่นแรกแย้ม ความรักผลิบาน ตัวขนมจะออกรสชาติเปรี้ยวหวาน ใส่ไวน์อยู่ด้านล่างตัวทาร์ตให้นึกถึงฉากที่นางเอกไปขโมยไวน์ เพื่อนั่งกินกับพระเอก ไปจนถึงภาคสุดท้ายที่ทาร์ตจะเริ่มมีความดาร์กขึ้น รสชาติเข้มขึ้นเพื่อบอกเล่าความเปลี่ยนไปของตัวละครในหนังที่ความโตขึ้น ผ่านเรื่องราวมามากมาย 

 

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำแบรนด์ขนมของ befor.tart คือการใช้วิธีเล่าเรื่องราวต่างๆ บนโลกออนไลน์เพื่อจุดประกายให้ลูกค้าเข้าใจความเป็นไปเป็นมาของขนมแต่ละชิ้นได้ดียิ่งขึ้น นี่แหละคือ Story to sell ของ befor.tart

 

“การใช้วิธีเล่าเรื่องของแบรนด์เรามีความสำคัญมาก ทั้งในแง่ของการทำให้ลูกค้าเข้าใจและเป็นจุดขายด้วย อย่างขนมบางคอลเลคชั่นคนอาจจะไม่เข้าใจ เช่น หนังเรื่อง Inception เราจะทำขนมที่เป็นงานทดลองมากๆ มีการใช้กลิ่นนู่น กลิ่นนี่ บางคนกินเข้าไปอาจจะไม่เข้าใจ เห้ย! กินสบู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราต้องมีการเล่าเรื่องในระดับหนึ่งว่ามันเป็นแบบนี้นะ เรามีเหตุผลที่ต้องทำให้ออกมาเป็นกลิ่นแบบนี้ ถ้าไม่เล่าอะไรเลย คนอาจจะงงได้ แต่ก็ต้องมีขอบเขตในการเล่าเหมือนกัน”

 

 

โดยสุรัตน์ได้ใช้วิธีการเล่าเรื่องราวในการเข้าถึงลูกค้าบนโลกออนไลน์และพูดถึงขนมแต่ละชิ้นของเขาอย่างตั้งใจ ซึ่งการเล่าเรื่องราวของเขาคล้ายกับเป็นน้ำจิ้มหรือ Movie Trailer เพื่อโปรยให้สินค้าดูน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

 

“เวลาที่ผมจะเล่าเรื่องราวในแคปชันบน Facebook ผมจะไม่ใช้วิธีเล่าออกไปทั้งหมดเลย จะหยิบแค่บางฉาก บางเรื่องหรือบางเพลงใส่ เช่น หนังเรื่อง Lalaland ซึ่งเป็นหนังเพลง ผมก็จะหยิบเอาเพลงท่อนหนึ่งมาเล่า ผมจะไม่บอกว่าขนมชิ้นๆ หนึ่ง ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้นะ เกิดจากเสื้อสีนี้ของนางเอก ไม่เลย เพราะจะเหมือนกับการที่เราจะดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วมีคนมาสปอยเรา จะเล่าแค่เป็นน้ำจิ้ม เรากลัวว่าลูกค้าจะเสียอรรถรสในการกินแล้วไปมัวกังวลกับเรื่องพวกนี้มากกว่าการกินขนม แต่หลังจากที่ลูกค้าซื้อไปแล้วผมจะทักไปถามเสมอว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง ผมจะบอกเล่าทุกอย่างหลังจากที่เขากินไปหมดแล้วว่าขนมมันซ่อนอะไรอยู่”

 

 

นอกจากนี้สุรัตน์ยังได้พูดถึงความสำคัญของการใช้กลยุทธ์ Storytelling ในการสร้างแบรนด์ว่าเป็นอะไรที่ต้องทำเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่มีมากมายในตอนนี้ อีกทั้งยังดึงดูดให้ลูกค้าหันมามองแบรนด์ของคุณได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

“ผมว่าเดี๋ยวนี้มีแบรนด์ที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้นเต็มไปหมด การที่จะทำให้คนสนใจเรา การใช้ Storytelling มีความสำคัญมากทีเดียว เช่น มีหนังสือเหมือนกันสองเล่ม แต่เล่มหนึ่งบอกเลยว่าเขาใช้กระดาษถนอมสายตานะ ใช้ Font ที่อ่านง่าย กับอีกเล่มหนึ่งไม่บอกอะไรเลย ลูกค้าก็ต้องหยิบเล่มแรกอยู่แล้ว ยิ่งการทำแบรนด์ขนมแบบนี้ที่มันไม่ใช่ของจำเป็น ขนมคนไม่ได้เลือกกินตอนหิว บางคนกินขนมหลังจากกินข้าวอิ่มด้วยซ้ำ บางทีขนมก็เป็นแค่การตอบสนองกิเลส เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เขาให้มามองเรา เลือกเรา ใช้การเล่าเรื่อง สำคัญมาก”

 

 

แม้ว่ากลยุทธ์การเล่าเรื่องอาจจะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงแค่ใช้ความคิด ไอเดียใหม่ๆ หยิบจุดเด่นของแบรนด์ขึ้นมาบอกเล่าให้ลูกค้าฟัง แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่เช่นเดียวกันนั่นคือการโกหกและไม่จริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

 

“ผมว่าความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดแม้ว่าจะไม่ใช่การใช้กลยุทธ์ Storytelling ก็ตาม เช่น เรื่องวัตถุดิบ บางคนอาจจะบอกลูกค้าว่าใช้วัตถุดิบแบบนี้แค่ความจริงไม่ได้ใช้ มันก็ไม่ดี เพราะเดี๋ยวนี้ลูกค้าเขาฉลาดมาก เขาเสิร์ชหาข้อมูล ถ้าวันหนึ่งลูกค้าจับได้ โป๊ะแตกขึ้นมา แบรนด์คุณก็พังหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำอะไรก็เล่าแบบนั้น มันเซฟตัวเองด้วย ลูกค้าก็รู้สึกดีด้วย ไม่ใช่พูดไม่จริง ขายของได้เยอะ มานั่งนับเงินแต่ต้องเป็นกังวลว่าลูกค้ากินแล้วจะท้องเสียไหม เป็นอะไรไหม”

 

เพราะในยุคนี้การสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ของคุณทำได้หลายวิธีและการใช้ Storytelling ก็เป็นหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่แบรนด์คุณควรทำ

 

Story to sell ขายขนมให้คนรักหนังในสไตล์ befor.tart

Join a growing community of 350,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ

Join a growing community of 350,000+ SMEs. Create your account now.

เป็นสมาชิกแล้ว

เข้าสู่ระบบ